เอนทรี่นี้เป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรม
 
 

พบกันยามเดธไลน์มาเยือนอีกครั้ง  คงไม่มีทางได้ส่งก่อนเส้นตายอย่างชาวบ้านเขาอีกแล้วแน่ๆ OTZ
 
คราวนี้มาเป็นสตอรี่กันเลย  เกิดมาเพิ่งเคยเขียนให้คนอ่านนี่แหละค่ะ แค่คิดก็อยากมุดลงดินลบเอนทรี่ทิ้งหนีไปให้ลืมอายซักครึ่งปี555 ตอนแรกตั้งใจว่าจะเขียนแค่บทสนะนาประกอบภาพเฉยๆ แต่พอทำไปครึ่งนึงแล้วเอ็กซ์ทีนดันไม่ยอมเซฟ  ที่พิมพ์ไว้หายไปแทบเหี้ยนเลยเขียนใหม่หมดเลย T^T แล้วก็งอกเงยออกมาเป็นอย่างที่เห็นนี่แหละค่ะ
 
คำเตือน: มาม่ารสหมูสับ ไม่ร้อนแรง แต่ก็ยังเป็นมาม่านะ (เตือนอะไรของมัน)
 
===============================================
 
วันที่หนึ่ง

จิตใต้สำนึกงั้นเหรอ...เซอร์เซสถอนใจ  จิตใต้สำนึกของเขาคงมีแต่สิ่งไม่น่าดูล่ะมั้ง  คงเป็นพวกอาวุธเปื้อนเลือดหรือเศษอวัยวะอะไรเถือกๆนั้นน่ะแหละ  ไม่ใช่ของที่น่าเอาไปส่งอาจารย์สักนิด  แต่ในเมื่อเป็นการบ้านก็คงหลีกเลี่ยงไม่ได้
 
มือที่หยาบกร้านจากการจับอาวุธมาแต่เล็กแต่น้อยหยิบเส้นผมตัวเองที่เก็บรวบรวมไว้ออกมา  มันเยอะจนน่าตกใจ ถ้ามันเป็นการร่วงตามธรรมดาเขาคงรีบไปปรึกษาหมอหายาปลูกผมมาใช้แล้ว  แต่พอดีผมพวกนี้ได้มาจากการโดนกระชากหัวบ่อยๆน่ะสิ  รีบสะบัดหัวสลัดความคิดที่มักวันเวียนไปหาคนที่ชอบทำร้ายร่างกายเขาเป็นนิจ  บ้าชะมัด มนุษย์ที่ไม่มีทั้งเลือดและน้ำตาคนนั้นมีอะไรดีกันนะเขาถึงห้ามความรู้สึกที่มีแต่จะสูญเปล่าที่มีให้นี่ไม่ได้เสียที
 
ใช่ ตอนนี้เขาควรตั้งใจทำการบ้านสิ!

ผงชักนำจิตใต้สำนึกมีปริมาณพอใช้ได้แค่สามครั้งและเวทมนตร์นี้ยังใช้ได้แค่วันละครั้ง...วันละครั้งนะดีแล้ว  จิตใต้สำนึกเขาไม่มีอะไรหน้าดูหรอก  ดูบ่อยๆจะพาลไม่อยากอาหารเอา แค่นี้ก็กินเนื้อแทบไม่ลงอยู่แล้ว

ผงเล็กละเอียดถูกโรยลงบนเส้นผมสีทองจาง
 
...สมาธิ

มือกระชับสาปรัตติกาล ส่งกระแสของสมาธิจากปลายคทาสู่เส้นผมและผงชักนำจิตใส่สำนึก  ผลึกสีราตรีของคทาไล่สีขยับไหว รุนแรงขึ้นเรื่อยๆจนราวกับมีพายุฝนห่าใหญ่พัดอยู่ในผลึกนั้น
 

เสี้ยววินาทีหนึ่งในห้วงของความคิด เขาเห็นภาพของเส้นผมสีเงินที่ต้องแสงเป็นประกายระยับ สายตาเย็นชาที่จ้องมองมานั้นราวกับหลุมดำที่ดึงดูดเขาให้จมลงๆ จมลงไปในความทรงจำเก่าแก่ที่อยากจะลืมๆมันไปเสีย
 
ไม่  ต้องหยุดเดี๋ยวนี้!
 
บอกตัวเองอย่างนั้นได้แล้วก็กระชากมือที่กำคทาแน่นออกห่างจากผงชักนำจิตใต้สำนึก  ภาพสุดท้ายที่เลือนลางอยู่ในหัวคือดวงตาที่มองมาอย่างคลั่งไคล้และรอยยิ้มวิกลจริตน่าขยะแขยง

สิ่งที่ถูกชักนำออกมาจากจิตใต้สำนึกของเขาทิ้งตัวลงอย่างอ้อยอิ่งบนพื้น

ไม่ใช่อาวุธเปื้อนเลือด ไม่ใช่ชิ้นส่วนเนื้อหนังมนุษย์ มันไม่ใช่สิ่งที่เขาคิดว่าจะออกมาจากจิตใต้สำนึกของตัวเองเลยสักนิดเดียว
 

มันคือภาพวาดที่เขาเผาทิ้งไปเมื่อห้าปีก่อน

บ้าเอ๊ย

ได้แต่สบถรอดไรฟัน  อย่าว่าแต่เอามันไปส่งอาจารย์เลย ของอย่างนี้เขาไม่มีวันยอมให้ใครได้เห็นเด็ดขาด แต่ราวกับพระเจ้ากำลังเฝ้ามองหาจังหวะกลั่นแกล้ง  ประตูห้องเปิดผัวะออกมาพร้อมกับชายหนุ่มสองคนที่เป็นรูมเมทของเขาก้าวเข้ามา

อาร์เดนกวาดสายตาไปรอบห้อง หลักฐานทั้งหลายบ่งบอกได้ว่ารูมเมทของเขากำลังทำอะไร "นายทำการบ้านแล้วเหรอเซอร์เซส"

"...ยังไม่เสร็จหรอก  ลองครั้งแรกแล้วมันไม่ได้ผลนะ" ย่อตัวลงจะไปเก็บภาพวาดที่อยู่บนพื้น แต่รูมเมทอีกคนกลับไวกว่า มือเรียวยาวของเออเนสท์คว้าภาพวาดนั้นไปได้ก่อน

"My Beloved Xexia เซเซียที่รัก...ใครนะเซอร์เซส"

"แค่ภาพวาดธรรมดาน่ะ" ได้แต่ตอบไปว่าอย่างนั้น  แต่แน่นอนว่ารูมเมทของไม่ได้พอใจกับคำตอบส่งๆอย่างนั้นอยู่แล้ว

"มันออกมาจากจิตใต้สำนึกนาย แปลว่ามันก็ต้องเกี่ยวกับนายสิ  ต้องเกี่ยวมากๆเลยด้วย"
 
เขาพยายามไม่หลบสายตาที่มองมาอย่างมีคำถามของรูมเมททั้งสอง  ถ้าหลบตาก็จบ...

...
 
...จบ จริงๆนั่นแหละ

"คนที่นายเคยเล่าให้ฟังว่าตามจีบอยู่ใช่ไหม"

เขาทิ้งตัวนอนคว้ำบนเตียง ดึงหมอนมาปิดหู

คำถามนั้นทำให้อาร์เดนหันควับมาถามเสียงเข้มอย่างที่เขาไม่เคยได้ยินมาก่อน

"แล้วคุณเนอาร์ล่ะ"

เสียงอู้อี้ตอบกลับมาจากใต้หมอน

"พวกนายเข้าใจผิดแล้ว"

ไม่สนใจว่าเพื่อนจะโหวกเหวกคาดคั้นยังไง  เขากดหมอนลงปิดหูแน่น นอนนิ่งๆไปอย่างนั้นจนทั้งเออเนสท์และอาร์เดนถอนใจเฮือกแล้วเลิกราไปเอง
 
===============================================
 
วันที่สอง

วันนี้เขาตื่นเช้า ดึงชุดมีดสั้นที่เก็บไว้ในหีบใต้เตียงออกมาทำความสะอาด  เสียงเสียดหูยามกดใบมีดลงกับหินลับดึงความรู้สึกคุ้นเคยกลับมา  มันทำให้ใจสงบลง  เขาไม่รู้ว่าอาร์เดนไปไหน แต่พอเดาได้ว่าเออเนสท์อาจขลุกตัวอยู่กับคนรักตัวเล็กดูน่าทะนุถนอมคนนั้น  ความเงียบที่ครอบครองไว้แต่เพียงผู้เดียวทำให้อดคิดถึงบ้านในแอเรียสขึ้นมาไม่ได้ บ้านหลังไม่เล็กไม่ใหญ่ที่ห่างไกลจากตัวเมือง หน้าบ้านเป็นที่ตั้งของสุสานใหญ่จนใครจะคิดว่าเป็นบ้านของสัปเหร่อก็ไม่แปลก  แม้จะอยู่ห่างไกลกันมากมายแต่หูเขายังแว่วเสียงยามคมโลหะเสียดสีกัน รอยยิ้มของแม่เวลาที่พวกเขาฝึกซ้อมกันเป็นสิ่งที่เขาชอบที่สุด

แม่เป็นทุกอย่างของเขา เลี้ยงดูเขามาโดยลำพัง ถ่ายทอดความรู้ทุกอย่างให้แก่เขา แผ่นหลังเหยียดตรงและใบหน้าที่เชิดขึ้นอย่างทระนงเสมอนั้นดูสูงศักดิ์สง่างามกว่าใคร เขาจำสัมผัสจากมือที่ลูบศรีษะอย่างอ่อนโยนนั้นได้ดี

'เซอร์เซส ชื่อของลูกหมายถึงราชา แม้แม่ไม่อาจมอบบัลลังค์กษัตย์ให้ลูกได้ แต่แม่จะทำให้ลูกได้เป็นราชาแห่งความตายเอง' สตรีที่ถูกขนานนามว่าKiller Queenบอกกับเขาว่าอย่างนั้น  และเขาก็สัญญาว่าจะทำให้ความหวังนั้นของแม่ให้เป็นความจริง

มีดสั้นเงาวับที่บ่งบอกถึงความเอาใจใส่ของเจ้าของเล่มสุดท้ายถูกเก็บลงหีบ  ดวงตาสีฟ้าจัดทอดมองออกไปนอกหน้าต่าง  ใจที่เคยว้าวุ่นขุ่นมัวสงบลง เขาดันหีบเข้าไปเก็บที่ใต้เตียงเหมือนเดิม  คว้าสาปรัตติกาลที่วางพิงโต๊ะเขียนหนังสือขึ้นมาถือ

ผงชักนำจิตใต้สำนึกโรยอยู่บนเส้นผมสีทองที่ส่องประกายระยิบจากแดดยามสาย

เปลือดตาปิดลงช้าๆ สติจมดิ่งลงไปในแอ่งสมาธิ จมลึกของไปในความอบอุ่นที่โอบล้อมตัวเขาไว้อย่างอ่อนโยน
 

ใบหน้าหนึ่งผุดขึ้นมาโดยที่เขาไม่ทันตั้งตัว เสี้ยวหน้าด้านข้างกับรอยยิ้มที่มีให้กับดอกไม้ที่ดูแลมากับมือ...สักวันรอยยิ้มนั้นจะหันมาทางเขาบ้างไหมนะ

เซอร์เซสยิ้มออกมาบางๆ

คทาสีดำละจากกลุ่มแสงที่เคยเป็นเส้นผมและผงชักนำจิตใต้สำนึกช้าๆ

...แล้วแสงสว่างนวลตาก็ค่อยๆจางลง  เหลือเพียงดอกกุหลาบเหล็กกล้าหนึ่งดอกวางนิ่งอยู่
 
 
คราวนี้สิ่งที่ออกมาจากจิตใต้สำนึกเป็นสิ่งที่เขารู้จักดี
 
หกปีก่อนที่เขาเริ่มทำงานเป็นนักฆ่า  งานแรกที่จบลงอย่างทุลักทุเลจนแทบจะเรียกว่าประสบความสำเร็จไม่ได้นั้นทำให้เขาหมดความมั่นใจ แต่เมื่อแม่วางถุงเหรียญทองบรรจุค่าจ้างลงในมือ น้ำหนักที่คิดไม่ถึงของมันและรอยยิ้มของแม่ที่ชมว่าเขาทำได้ดีสมเป็นลูกชายของเธอทำให้หัวใจเขาพองโตลิ่งโลด  เขานำเงินค่าจ้างจากงานแรกไปสั่งทำกุหลาบเหล็กดอกนี้ขึ้นมา  ดอกกุหลาบที่งดงาม และแข็งแกร่ง มันดูบอบบางราวกับจะหักพังได้เพียงออกแรงแค่เล็กน้อย แต่หากสัมผัสโดยไม่ระวังก็ไม่พ้นจะต้องเจ็บตัว  กุหลาบเหล็กดอกจริงตอนนี้อยู่ในแจกันข้างเตียงของแม่ คอยสะท้อนแสงเป็นประกายจ้าในทุกๆครั้งที่แม่เปิดม่านหน้าต่างหนาหนักให้แสงส่องเข้ามา เธอเคยบอกว่ามันสะท้อนแสงแดดจนเป็นประกายงดงามยิ่งกว่าอัญมณีใดๆในโลก เขายังจำได้ว่าตัวเองโดนดุที่อยู่ดีๆก็โถมตัวเข้ากอดจนแม่เซแทบล้ม

เซอร์เซสหยิบดอกกุหลาบเหล็กขึ้นมาอย่างระมัดระวัง

จริงสินะ  คนๆนั้นก็เหมือนกุหลาบเหล็กดอกนี้ด้วยเหมือนกันล่ะมั้ง  อาจจะน่ากลัวกว่าด้วยซ้ำ เพราะไม่ว่าเขาจะประคองมันอย่างทะนุถนอมเพียงไร หนามกุหลาบก็ยังคงทิ่มแทงมือเขาให้ได้เลือดไปเสียทุกที

เสียงหัวเราะเบาๆดังขึ้น

กุหลาบถูกวางลงในกล่อง ปิดฝาเตรียมนำไปส่งศาสตราจารย์น๊อกซ์
 
===============================================
 
ย้อนกลับไปเมื่อวันก่อน

เออเนสท์ถอนใจแรงเมื่อเห็นรูมเมททำตัวเป็นตุ่นมุดหมอนหนีไปทั้งอย่างนั้น เขากับอาร์เดนมองภาพวาดในมือแล้วคาดเดากันไปต่างๆนาๆ
 
น้องสาว เพื่อนข้างบ้าน คุ่หมั้น รักแรก ความเป็นไปได้ทั้งหลายคงผุดขึ้นมามากกว่านี้ถ้าประตูห้องไม่เปิดออกโดยมีใบหน้าของรุ่นพี่ปีหกเนอิน เดอร์เวียนโผล่เข้ามา รุ่นพี่ถามว่าเกิดอะไรขึ้นเพราะได้ยินเสียงพวกเขาโหวกเหวกโวยวาย อาร์เดนขอโทษที่ทำเสียงรบกวนไป แต่รุ่นพี่คงไม่ได้สนใจฟัง เพราะสายตาจับจ้องมาที่รูปวาดที่เขาถืออยู่ ไม่เสียเวลาเอ่ยปากขอ รุ่นพี่ก็หยิบภาพนั้นไปดู อาร์เดนอธิบายว่ามันเป็นของเซอร์เซสและเกิดอะไรขึ้นบ้าง  เขาสาบานต่อสวรรค์ได้เลยว่ารอยยิ้มนั้นของรุ่นพี่เนอินไม่ใช่รอยยิ้มธรรมดา

"งั้นฉันขอนะ"

ไม่ทันที่พวกเขาจะได้เอ่ยอะไรออกไป รุ่นพี่ก็เดินตัวปลิ้วออกไปเสียแล้ว  หวังว่าเซอร์เซสจะไม่นึกอยากทวงภาพนั้นขึ้นมาทีหลังหรอกนะ  ถ้าอยากได้คืนก็ต้องไปตามกันเอาเองละกัน  แต่เขาคิดว่าคงไม่เป็นอะไรมากหรอก(มั้ง)เพราะไม่เกินยี่สิบชั่วโมงภาพนั่นก็ต้องสลายไปอยู่แล้ว 

...เขากับอาร์เดนคงไม่คิดอย่างนั้นถ้าได้ยินว่ารุ่นพี่เนอินพึมพำว่าอะไรหลังจากที่เดินห่างออกมาจากห้องของพวกเขาแล้ว

"ต้องก๊อปปี้เอาไว้ให้เนอาร์ดู" XD
 
===============================================
 
/ปาดเหงื่อ เกิดมาไม่เคยเขียนอะไรอย่างนี้แปะให้คนอ่านเลยค่ะ อ่านแล้วแปลกๆยังไงช่วยบอกทีนะคะ
 
ใครคือเซเซีย อาจได้เฉลยในทวิตก่อนค่ะ เดี๋ยวค่อยเอามาแปะบล๊อกตามทีหลัง แต่คงไม่มาม่าแล้วล่ะ กินมากๆมันไม่ดี หุหุ
 
ถ้าใครตามโรลในทวิตเตอร์จะเห็นว่าเซสเป็นคนที่มีบุคคิลสุดขั้วอยางที่ตัวมันก็ไม่รู้ตัวค่ะ  ผลมาจากพันธุกรรมพิลึกๆนั่นแหละ คงได้เปิดเผยออกมาเรื่อย ๆ 555 จะได้มีมุกอัพต่อไป
 
 
 
 
รูมเมท
 
แขกรับเชิญ